ส่วนของคลังความรู้เกี่ยวกับสินค้าต่างๆของบริษัท

ลูกค้าท่านใดมีข้อสงสัยเกี่ยวกับสินค้า สามารถสอบถามได้นะครับ ส่งเมลล์มาได้ที่  supports@adcom.co.th
หรือ ส่งข้อความมาทาง fanpage  facebook.com/adcom.co.th ในส่วนตรงนี้ทางฝ่ายบริการจะรวบรวมข้อมูล
ต่างๆที่ ลูกค้าเคยสอบเข้ามา  หรือที่ทางบริษัท เห็นว่าน่าสนใจครับ

Fiber Class B+ กับ Classs C+ ต่างกันอย่างไร

มีลูกค้าสอบถามมาครับว่า Fiber ClassB+ กับ Class C+ ต่างกันอย่างไรใน GPON OLT ทางฝ่ายบริการเลยไปหาข้อมูลเปรียบเทียบมาให้นะครับ ตามตารางด้านล่างเลยครับ

จะเห็นว่า Class B+ นั้น ค่า Output Optical Power ซึ่งค่าตรงนี้ทำให้เราสามารถ Spilt จำนวน ONU ได้มากกว่านั้นเองครับ

Screen Shot 2016-04-22 at 09.51.05

 

บริษัท แอ็ดวานซ์ คอมม์ จำกัด
” Make your Success ”
โทร 0-2175-3618

Wireless Mode ต่างๆ ทำหน้าที่่แตกต่างกันอย่างไร

การใช้งานเครือข่ายไร้สายหรือ Wireless นั้น นอกจากเราจะใช้มันเป็นตัวเชื่อมต่อเข้ากับเครือข่ายหลักแบบมีสาย (Lan) หรือที่เราเรียกว่า Infrastructure Mode หรือการทำงานที่ Access Point ธรรมดาๆทั่วไปทำงานได้เป็นพื้นฐานอยู่แล้ว

แต่ด้วยแต่ละพื้นที่ ที่จำเป็นต้องการใช้เครือข่าย wireless อาจจะประสบปัญหาเช่น ความแรงไม่พอ ต้องการต่อ Outdoor Wi-Fi Hotspot ที่อยู่ในระยะไกล, ต้องการแชร์อินเตอร์เน็ตที่มาจากผู้ให้บริการ (ISP), ต้องการขยายพื้นที่ใช้งาน, ต้องการแชร์อินเตอร์เน็ตบอร์ดแบนด์ หรือแม้แต่การเชื่อมต่อแบบ Point to Point

EnGenius ถือเป็นผลิตภัณฑ์ Wireless ที่มี Mode การทำงานให้เลือกมากที่สุดถึง 7 Mode เหนือกว่ายี่ห้ออื่นๆในระดับเดียวกัน รวมถึง ยังมีกำลังส่ง และภาครับสัญญาณวิทยุ ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า อย่างเห็นได้ชัด (สามารถเปรียบเทียบได้จาก Transmit Power และ Sensiblility จาก Datasheet ซึ่งมีหน่วยเป็น dBm)

ทำความรู้จักกับแต่ละ Mode กันว่า ท่านจะเลือกใช้ Mode ต่างๆ เมื่อใด ในสถานการณ์แบบใด

1.Access Point

โหมด Access Point คือโหมดพื้นฐานที่สุดของการใช้งาน Wireless อยู่แล้วนั่นคือ Access Point จะทำหน้าที่ในการเชื่อมต่อเครื่องลูกข่ายเข้าสู่ ระบบเครือข่ายแบบมีสาย เพื่อเข้าไปใช้งานอินเตอร์เน็ต หรือเข้าไปยังเครือข่าย LAN ของสำนักงานเป็นต้น โดยการเข้าถึงเครือข่ายอาจจะมีการเข้ารหัส (Encryption) โดยผู้ใช้งานจะต้องใส่ Key ก่อนเชื่อมต่อ บนมาตรฐาน WEP หรือ WPA เป็นต้น

และสำหรับ AP ของ EnGenius บางรุ่นก็สามารถทำ Multi-SSID และ VLAN เพื่อแบ่ง Traffic ของผู้ใช้งานออกจากกันได้ด้วย

อ่านเรื่อง Multi-SSID/VLAN

2.Client Bridge

โหมด Client Bridge ก็คือ ตัวอุปกรณ์จะทำหน้าที่เหมือนเป็นตัวลูกข่ายเพื่อเข้าเชื่อมต่อกับ Access Point โดยในโหมดนี้ เหมาะสำหรับการเชื่อมต่อไปยัง AP ระยะไกล หรือเพื่อเชื่อมต่อเครือข่าย wireless สำหรับอุปกรณ์เครือข่ายที่ไม่มี wireless card แต่มี Port Lan RJ45 ให้ เช่นกล้องวงจรปิดแบบ IP เป็นต้น
(เปรียบเหมือนอุปกรณ์รับสัญญาณ Wireless ครับ ที่มี Port เป็น RJ45)

รูปแสดงการเชื่อมต่อไปยังอุปกรณ์ DVR เพื่อบันทึกภาพจากกล้อง IP-Camera

3.Client Router

Client Router จะมีการทำงานคล้ายกับ Mode Client Bridge แต่ว่า Mode นี้อุปกรณ์จะทำหน้าที่ NAT (Network Address Translation) ด้วย และมีฟังก์ชั่น DHCP ที่สามารถแจก IP Addresss ให้กับเครื่องลูกข่ายด้วย (คนละ class) ในโหมดนี้ จะใช้ Wireless เป็น interface WAN และ ใช้พอร์ต RJ-45 เป็น interface LAN

พูดง่ายๆก็คือเอาไว้แชร์ Wireless Hotspot นั่นเอง เช่นเมื่อต่อ TRUE Wi-Fi หรือ Spider Hotspot แล้วต่อไปยัง switch เพื่อแชร์ให้ computer ในบ้านเรานั้น เราไม่จำเป็นต้องใช้ account login สำหรับทุกเครื่อง เพียงเครื่องใดเครื่องหนึ่ง login สำเร็จ เครื่องที่เหลือก็สามารถใช้งานได้ทันที (แม่เจ้ามันแหล่มจริงๆ)

รูปแสดงการเชื่อมต่อไปยัง Outdoor Wireless ISP (WISP) โดยอาศัย EOC-1650 ที่ทำงานในโหมด Client Bridge โดยทำงานเสมือนเป็น Modem สำหรับเชื่อมต่อ Internet นั่นเอง

** AP ของ EnGenius ที่มีโหมด Client Router ทุกตัว สามารถทำการ Authentication ด้วย PPPoE ได้

4.Wireless Router

โหมดนี้ก็จะทำงานเหมือน Wireless Router ทั่วไปครับ คือจะใช้ พอร์ต RJ-45 เป็น WAN และแชร์อินเตอร์เน็ตผ่าน Interface Wireless ครับ แต่แน่นอนว่า AP ของ EnGenius แรง! ครอบคลุมพื้นที่ได้มากกว่าอย่างแน่นอน และยังสามารถนำมาประยุกต์เพื่อขยายสัญญาณ ด้วย Mode ถัดๆไปกำลังจะกล่าวถึงครับ

5.WDS Bridge

WDS Bridge คือการทำงานแบบ Point to Point โดยจะมีข้อแตกต่างจาก Client Bridge คือมันจะทำการส่งค่า MAC Address ของเครื่องลูกข่ายทั้งหมดผ่านไปยัง Interface Wireless ด้วย ซึ่งจะจำเป็นสำหรับการนำไปทำ Wi-Fi Hotspot เพราะผู้ให้บริการ จำเป็นต้องทราบ MAC Address ของเครื่องลูกค้าทุกคน

6.WDS AP

WDS AP ก็คือการทำ Repeater หรือการขยายสัญญาณ จาก AP ตัวหนึ่ง ไปยัง AP อีกตัวหนึ่ง (หรือหลายตัว) โดยสามารถทำการขยายต่อไปได้เรื่อยๆ (ยิ่งทำ WDS หลาย AP ความเร็วโดยรวมยิ่งตกลง) โดย WDS จะมีข้อดีกว่า Repeater คือ มันสามารถ ส่งผ่าน MAC Address ของ Client ผ่านไปยัง Interface Wireless ซึ่งเหมาะสำหรับ WISP ที่จะทำการ Repeat สัญญาณ

ข้อจำกัดของ WDS AP คือ ก่อนที่จะการ Repeat นั้น AP ทั้งคู่ที่จะเชื่อมต่อกัน จะต้องมีการกำหนดสิทธิ์ของกันและกันเสียก่อน ด้วยค่า MAC Address และ AP ในกลุ่มจะต้องมี Encryption เดียวกัน ใช้ Channel เดียวกัน รวมไปถึง SSID เดียวกันด้วย

7.Universal Repeater

Universal Repeater นั้นอุปกรณ์จะทำหน้าที่ทวนสัญญาณจาก AP ตัวใดๆก็ได้ ที่อยู่ในรัศมี ที่อุปกรณ์รับสัญญาณได้ เพื่อขยายพื้นที่ให้บริการ รวมไปถึงมันยังสามารถเปลี่ยนชื่อ SSID เดิมให้เป็น SSID ใหม่ ที่เรากำหนดขึ้นได้ โหมดนี้ ถือเป็นโหมดเจ้าเล่ห์ ที่หาตัวจับยากจริงๆ

CR. EnGenius Thailand Engineering Team.